วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
อินจัด 'ซีควินท์' แตกคอ หนุ่มๆยันยังเลิฟกันดี
ลงทุนแสดงกันแบบสุดตัวในมิวสิกวีดิโอเพลง "อาการนอกใจ" อัลบั้ม "ไฮบริดจ์" มีช็อกชกต่อยกัน แฟนเพลงเลยเป็นกังวล กลัวว่า 4 หนุ่ม "ซีควินท์" ค่าย อาร์เอส จะอินจัดฟัดกันนอกจอ ซึ่งหนุ่มๆชี้แจงว่า "พวกเราได้รับทราบฟีดแบ็กมิวสิกเพลงนี้มาเยอะ เนื้อหาเป็นดรามา แฟนดูแล้วถูกใจเราดีใจมากเลย และมีกระแสแฟนๆอินกับมิวสิกนี้ โดยเฉพาะฉากที่ แบงค์ กับ พิชญ์ ทะเลาะกัน มีน้องๆเค้ากลัวว่ามันจะเป็นเรื่องจริง ซึ่งเราบอกได้เลยครับว่ามันเป็นแค่การแสดง และที่หลายคนรู้สึกว่ามันเหมือนเป็นเรื่องจริง พวกเราก็ดีใจนะ เพราะตอนถ่าย แบงค์ กับ พิชญ์ ก็แสดงกันเต็มที่ อยากให้ดูแล้วอิน รู้อย่างนี้แล้วหายเหนื่อยครับ"
วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ดนตรีข้ามสมัยไร้พรมแดน Emporium Music Rendezvous 2010
กลับมาสร้างสีสันและความสุขอีกครั้ง กับมหกรรมดนตรีเอ็มโพเรียม มิวสิค โดยปีนี้จัดในคอนเซปต์ดนตรีข้ามสมัยไร้พรมแดน "Heineken presents Emporium Music Rendezvous 2010"ณ ดิ เอ็มโพเรียม ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ ระหว่างวันที่ 17- 28 ก.พ.นี้
ภายในงานคึกคักไปด้วยการแสดง ของศิลปินชื่อดังมากมายหลากหลายแนว ที่พร้อมใจกันเคลียร์คิวว่างมาขับกล่อมบทเพลงยุคซิกส์ตี้ส์ จนถึงไนตี้ส์ เพื่อสร้าง ความสุนทรีย์ให้คอเพลงเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นนักร้องคุณภาพอย่าง "เบน-ชลาทิศ ตันติวุฒิ" และ "ลูกหว้า-พิจิกา จิตตะปุตตะ" ซึ่งมีเสียงร้องโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ วงอินดี้ขวัญใจวัยรุ่นยุค ใหม่ อาทิ วงอาร์มแชร์, อพาร์ตเมนต์ คุณป้า, Sqweez Animal และ Exotic Percussion รวมไปถึงวงน้องใหม่ ไฟแรงที่พร้อมแจ้งเกิดในวงการเพลงเมืองไทย เช่น DAYLIGHT จากค่ายโซนี่ มิวสิค และ Mellow Motif สังกัดวอร์เนอร์มิวสิค นำเสนอดนตรีในจังหวะซิมเพิลสวิง และเพื่อให้ตรงกับคอนเซปต์ของ มหกรรมดนตรีไฮโซๆ จึงได้เชื้อเชิญเซเลบริตี้คนดังมาร่วมโชว์ความสามารถด้าน การร้องเพลงให้เป็นที่ประจักษ์บนเวทีอย่างคึกคัก นำโดย "อมรพิมล ธนากิจอำนวย" ลูกสาวเสียงดีของ "ดร.อำนวย วีรวรรณ" เลือกโชว์พลังเสียงในเพลง You've Got a Friend และทางเดิน แห่งรัก, "ปัญญชนิตย์ นันทนาคร" ลูกสาว แท้ๆของนักร้องเสียงทอง "ชรินทร์ นันทนาคร" มาในบทเพลง Don't It Make My Brown Eyes Blue, "วิลาสิณี พรประเสริฐถาวร" เวิร์กกิ้งมัมคนสวยโชว์ลีลาทีเดียวสองเพลงรวด คือ เรามีเรา และเชื่อฉัน ขณะที่ "ปวีณ ลิมปิชาติ" เรียกเสียงกรี๊ดด้วยเพลงฮิตตลอดกาล I Just Don't want To Be Lonely และ Can't Take My Eyes Off You นอกจากนี้ ยังได้สีสันจากศิลปินรับเชิญกิตติมศักดิ์ ที่มารวมตัวกันเฉพาะกิจเพื่องานนี้ ไม่ว่าจะเป็นวง Maytharda & Friend ของ "เมธาดา ดามาพงษ์" นักร้องสาวดาวรุ่งแห่งวงการเพลงแจ๊สเมืองไทย พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ "ไมเคิล เชาวนศัย" หรือจะเป็นวง BTS PLUS เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มผู้บริหาร แถวหน้าของเมืองไทย นำโดย "อนุรุธ ว่องวานิช" และ "นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์" โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และวง Asada Atornphatai, Mola mola Sunshine! & Friends การจับมือกันของ "อัษฎา อาทรไผท" กับผองเพื่อนที่มีใจรักดนตรี โดยมี คุณพ่อ "พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท" เป็นแขกรับเชิญ พิเศษร่วมสร้างความสุนทรีย์ และเติมความรื่นรมย์ ให้ชีวิตไปกับมหกรรมดนตรีข้ามสมัยไร้พรมแดน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ พร้อมชมนิทรรศการดนตรีไลฟ์สไตล์ "The Decade In Music" ถ่ายทอด เรื่องราววิวัฒนาการดนตรีจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ณ โมชั่น ฮอลล์ ชั้น G จนถึงสิ้นเดือน ก.พ.นี้ คลิกเข้าไปดูรายละเอียดของโปรแกรมการแสดงได้ที่ www.emporiumthailand.com
ภายในงานคึกคักไปด้วยการแสดง ของศิลปินชื่อดังมากมายหลากหลายแนว ที่พร้อมใจกันเคลียร์คิวว่างมาขับกล่อมบทเพลงยุคซิกส์ตี้ส์ จนถึงไนตี้ส์ เพื่อสร้าง ความสุนทรีย์ให้คอเพลงเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นนักร้องคุณภาพอย่าง "เบน-ชลาทิศ ตันติวุฒิ" และ "ลูกหว้า-พิจิกา จิตตะปุตตะ" ซึ่งมีเสียงร้องโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ วงอินดี้ขวัญใจวัยรุ่นยุค ใหม่ อาทิ วงอาร์มแชร์, อพาร์ตเมนต์ คุณป้า, Sqweez Animal และ Exotic Percussion รวมไปถึงวงน้องใหม่ ไฟแรงที่พร้อมแจ้งเกิดในวงการเพลงเมืองไทย เช่น DAYLIGHT จากค่ายโซนี่ มิวสิค และ Mellow Motif สังกัดวอร์เนอร์มิวสิค นำเสนอดนตรีในจังหวะซิมเพิลสวิง และเพื่อให้ตรงกับคอนเซปต์ของ มหกรรมดนตรีไฮโซๆ จึงได้เชื้อเชิญเซเลบริตี้คนดังมาร่วมโชว์ความสามารถด้าน การร้องเพลงให้เป็นที่ประจักษ์บนเวทีอย่างคึกคัก นำโดย "อมรพิมล ธนากิจอำนวย" ลูกสาวเสียงดีของ "ดร.อำนวย วีรวรรณ" เลือกโชว์พลังเสียงในเพลง You've Got a Friend และทางเดิน แห่งรัก, "ปัญญชนิตย์ นันทนาคร" ลูกสาว แท้ๆของนักร้องเสียงทอง "ชรินทร์ นันทนาคร" มาในบทเพลง Don't It Make My Brown Eyes Blue, "วิลาสิณี พรประเสริฐถาวร" เวิร์กกิ้งมัมคนสวยโชว์ลีลาทีเดียวสองเพลงรวด คือ เรามีเรา และเชื่อฉัน ขณะที่ "ปวีณ ลิมปิชาติ" เรียกเสียงกรี๊ดด้วยเพลงฮิตตลอดกาล I Just Don't want To Be Lonely และ Can't Take My Eyes Off You นอกจากนี้ ยังได้สีสันจากศิลปินรับเชิญกิตติมศักดิ์ ที่มารวมตัวกันเฉพาะกิจเพื่องานนี้ ไม่ว่าจะเป็นวง Maytharda & Friend ของ "เมธาดา ดามาพงษ์" นักร้องสาวดาวรุ่งแห่งวงการเพลงแจ๊สเมืองไทย พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ "ไมเคิล เชาวนศัย" หรือจะเป็นวง BTS PLUS เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มผู้บริหาร แถวหน้าของเมืองไทย นำโดย "อนุรุธ ว่องวานิช" และ "นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์" โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และวง Asada Atornphatai, Mola mola Sunshine! & Friends การจับมือกันของ "อัษฎา อาทรไผท" กับผองเพื่อนที่มีใจรักดนตรี โดยมี คุณพ่อ "พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท" เป็นแขกรับเชิญ พิเศษร่วมสร้างความสุนทรีย์ และเติมความรื่นรมย์ ให้ชีวิตไปกับมหกรรมดนตรีข้ามสมัยไร้พรมแดน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ พร้อมชมนิทรรศการดนตรีไลฟ์สไตล์ "The Decade In Music" ถ่ายทอด เรื่องราววิวัฒนาการดนตรีจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ณ โมชั่น ฮอลล์ ชั้น G จนถึงสิ้นเดือน ก.พ.นี้ คลิกเข้าไปดูรายละเอียดของโปรแกรมการแสดงได้ที่ www.emporiumthailand.com
วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
โลดแล่นตามทำนองเพลงรักในเดือนตุลาคม
สังเกตว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา วงการหนังบ้านเราชักจะเกิดปรากฏการณ์ “หนังรักฟีเวอร์” รุนแรงขึ้นทุกที เพราะเห็นโปรแกรมหนังที่เข้าฉายในรอบปีที่ผ่านมา และที่กำลังรอจ่อคิวเข้าฉายอยู่อีกเป็นขบวน ก็หนีไม่พ้นจุดขายเดิมๆ นั่น คือ เรื่องราวของความรัก แตกต่างกันเพียงแต่ว่าใครจะผูกปมความรักในแง่ไหน วัยใด และเป็นความรักแบบพรหมลิขิต รักแรกพบ หรือรักระหว่างเพื่อน..
October Sonata รักนี้ที่รอคอย ก็เป็นหนังรักอีกเรื่องหนึ่งจาก เอ็นจีอาร์ ที่กำลังจ่อคิวจะเข้าโรงให้ผู้ชมพิสูจน์รักแท้ที่รอคอย กับรักแท้ที่อยู่ตรงหน้าในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ดูจากทีเซอร์หนังแล้วเดาได้ไม่ยากว่าพล็อตเรื่องคงหนีไม่พ้นเรื่องราวของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่มีความรักต่อกัน แต่ต้องประสบพบเจออุปสรรคบางอย่างที่ทำให้ไม่สมหวัง และต้องรอคอยกันไป แต่ใช่ว่าความรักจะเป็นเรื่องของคนสองคนเสมอไป เพราะถ้าเป็นแบบนั้น หนังเรื่องนี้คงจบลงอย่างง่ายดาย แต่เป็นเพราะความรักบางครั้งก็มีบุคคลที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ จนกลายเป็นปมให้ตัดสินใจว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป
สรุปง่ายๆ คือ ด้วยตัวพล็อตเรื่องของหนังในแวบแรกที่เห็นดูไม่โดดเด่น เป็นม้าชั้นดี แต่เพราะประโยคหนึ่งของผู้สร้างหนังสาวแกร่งอย่าง ณภัทร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ผู้อำนวยการสร้าง ที่เคยอวดผลงานทั้งจอเงินจอแก้วมานับไม่ถ้วน อาทิ มะหมา 4 ขาครับ คริตกะจ๋า ละครหน้าต่างบานแรก อยู่กับก๋ง ฯลฯ ถึงกับการันตีแทบทุกครั้งที่ออกสื่อว่า หนังเรื่องนี้จะสร้างปรากฏการณ์แห่งความประทับใจไปอีกนานแสนนาน
คำว่า “ปรากฏการณ์” นั้นฟังดูอาจเป็นคำสวยหรูคำหนึ่ง แต่ถ้ามองลึกลงไปที่ความหมายแล้วกลับเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยด้วยเหตุนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จึงไม่พลาดมาไขปริศนา “ปรากฏการณ์แห่งความประทับใจ” กับผู้อำนวยการสร้างมาดดุ แบบตัวต่อตัว
ทำไมถึงบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสร้าง “ปรากฏการณ์แห่งความประทับใจ”?
แน่นอน และขอย้ำว่านี่จะเป็นภาพยนตร์รักที่จะสร้างปรากฏการณ์แห่งความประทับใจไปอีกนานแสนนาน ที่มั่นใจ เพราะจะสังเกตว่าบ้านเราไม่มีหนังแนวพีเรียดร่วมสมัยมานานแล้ว ที่ผ่านมาดังๆ ก็มี เดอะเลทเตอร์ แฟนฉัน โหมโรง ที่ชูเรื่องของความรักที่ซาบซึ้ง ความทรงจำ และคุณค่าของวัฒนธรรมไทย เช่นเดียวกับ October Sonata รักนี้ที่รอคอย พี่ไม่ปฏิเสธว่าหนังเรื่องนี้มีกลิ่นอายของความเป็นพีเรียด แต่ไม่ใช่พีเรียดจ๋า ไม่ใช่หนังอาร์ตหรืออินดี้ ทุนต่ำ แต่มันคือหนังไทยดีๆเรื่องหนึ่งที่ได้มาตรฐาน ไม่ดูถูกคนดู เดินเรื่องด้วยบท ทำให้หนังสนุก มีความซับซ้อน ที่จะมาเฉลยตอนจบ รับรองว่าเดาไม่ถูก ผู้ชมต้องใจจดใจจ่อที่จะดู
ทำไมต้อง October Sonata รักนี้ที่รอคอย ทั้งที่หนังเข้าฉายเดือนธันวาคม?
เป็นคำถามที่ทุกคนถาม งั้นขอถามกลับว่าความรักมันจำกัดหรือว่าต้องเกิดเดือนไหน ต้องเกิดเดือนกุมภาพันธ์ เมษายน หรือว่าช่วงคริสตมาส ส่วนทำไมต้องเป็น October Sonata เพราะว่าเหตุการณ์สำคัญของหนังเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม และเป็นเดือนที่ รวี (โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ) สัญญาว่าจะมาพบกับแสงจันทร์ (ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ) ส่วนคำว่า Sonata หมายถึง ท่วงทำนองเพลงที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีน้อยชิ้น 1-2 ชิ้น พอเอามารวมกันก็เลยแปลว่า เรื่องราวของความรักที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ซึ่งเปรียบได้กับทำนองเพลงโดยเครื่องดนตรีน้อยชิ้น
อะไรทำให้เลือกเดือนตุลาคมในการดำเนินเรื่อง?
เพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนังย้อนไปยุคที่พระเอกขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ มิตรชัย บัญชา เสียชีวิต ซึ่งตรงกับวันที่ 8 ต.ค. 2513 สาเหตุที่เลือกเหตุการณ์นั้น เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่หลายคนอยากรู้นะเกี่ยวกับอุบัติเหตุในครั้งนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น ประกอบกับเรื่องราวในปีต่อๆ มา ในเดือนตุลาคมก็มีเหตุการณ์เตือนใจบางอย่างเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ต.ค. หรือ 6 ต.ค. เพื่อเอามาเป็นสีสันในหนัง แต่ถ้าใครคิดว่าจะได้เข้ามาดูสารคดีเรื่องหนึ่งต้องบอกว่าคิดผิด หรือหลายคนอาจจะคิดว่า ทำไมไม่ทำให้เป็นหนังอนาคตแล้วมองย้อนมาสู่ปัจจุบัน คำตอบง่ายมาก คือ ระยะเวลาเดินเรื่องของหนังเรื่องนี้กินเวลาเป็น 10 ปี ดังนั้นพี่ก็ต้องเล่าเรื่องไปถึงปี 2012 โลกแตกแล้วอะ(หัวเราะ) ที่สำคัญเราไม่รู้ว่าเทรนด์แฟชั่นในยุคนั้นมันไปถึงไหนแล้ว แฟชั่นอาจจะเปลี่ยนเป็นแบบใส่เสื้อกลับหน้ากลับหลังก็ได้ เราตามไม่ทัน แต่ถ้าเราทำหนังย้อนไปในยุค 13 ซึ่งเป็นช่วงที่บ้านเมืองกำลังรับอารยธรรมตะวันตก เป็นโมเดิร์นไนท์ เริ่มมีโรงแรม ไนท์คลับ บ้านเมืองมีความสุข เสื้อผ้าไม่หวือหวามาก เป็นแนวซิกตี้-เซเว่นตี้ มันน่าจะดีกว่า เราแต่งความสวยงามเข้าไปได้เต็มที่มันน่าจะดีกว่า
เห็นว่าบทเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นมานานแล้ว แต่ทำไมเพิ่งเอามาทำ?
บทหนังเรื่องนี้ คนในวงการรู้กันมานานแล้ว เพราะมันถูกเขียนมาเป็นสิบปีแล้ว และยังถูกปรับมาไม่รู้กี่ร่างต่อกี่ร่างโดย สมเกียรติ วิทุรานิช ผู้กำกับเรื่อง October Sonata กระทั่งมาถึงมือพี่ เพราะลูกยุจากเพื่อนๆในวงการที่เห็นว่ามันเหมาะกับพี่ แต่ตอนแรกพี่ไม่ได้สนใจเพราะมัวสนใจแต่เรื่องมะหมา จนกระทั่งต่อมาทนลูกยุจากเพื่อนๆไม่ไหว ก็เลยลองให้เอาบทมาดู ปรากฏว่าแค่อ่านเรื่องย่อสั้นๆ ไม่กี่หน้าก็ชอบแล้วอะ เลยเรียกให้เอาบทเต็มๆ มาให้ดู พอยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบ ก็เลยเริ่มคุยกับสมเกียรติ ฟอร์มทีมงาน หาโลเกชั่น กระทั่งตกลงกับว่าจะทำเป็นหนังแนวร่วมสมัย และออกมาเป็น October Sonata รักนี้ที่รอคอย ฉบับสมบูรณ์ แบบที่เห็น
October Sonata รักนี้ที่รอคอย เป็นหนังรักที่ทำให้ต้องร้องไห้หรือไม่?
แน่นอน หนังรักทำให้ผู้ชมร้องไห้ได้ โดยมีเหตุผล 2 ประการ คือร้องด้วยความปีติ สงสาร เห็นใจ หรือร้องด้วยความเศร้า แต่พี่คิดว่าหนังเรื่องนี้ผู้ชมอาจจะร้องไห้ แต่ไม่ถึงกับฟูมฟายนำ แต่ร้องด้วยความรู้สึกว่าเหมือนตัวเองเลย หรือสงสารนางเอก อยากตัดสินใจแทน หรืออาจจะเห็นใจที่นางเอกต้องเลือกระหว่างรักแท้ที่รอคอย กับรักแท้ที่อยู่ตรงหน้า
อย่างไรก็ตาม พี่ยังเชื่อเสมอว่า ความรักไม่เคยทำร้ายใคร แต่ใจเราต่างหากที่ทำร้ายตัวเอง เพราะถ้าคุณบอกว่าความรักไม่ดี แล้วทำไมทุกคนยังอยากมีรัก แต่ที่คนเราทุกข์กับความรัก เพราะเราไปคาดหวังมันเอง รักเขาก็คิดว่าเขาต้องรักตอบ
อยากบอกอะไรกับผู้ชมที่มาดูหนังเรื่องนี้ ?
หนังเรื่องนี้ จะทำให้คนที่มาดู ดูแล้วได้ความรู้สึกดีๆกลับไป ได้แง่คิดในการปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น เพราะพี่เชื่ออย่างหนึ่งว่า ในช่วงเวลาสั้นๆ ของชีวิตเรา ถ้าเราตัดสินใจอะไรลงไป มันอาจจะเปลี่ยนทั้งชีวิตของเราได้เลย ที่สำคัญเชื่อว่าคนดูดูแล้วจะได้คำตอบบางอย่างที่เคยถามตัวเองว่าทำไม ซึ่งแต่ละคนก็จะได้คำตอบไม่เหมือนกัน เพราะชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน
และพี่ก็เชื่อว่าหนังทุกเรื่องไม่มีเรื่องไหนสมบูรณ์แบบ 100% แต่สำหรับเรื่องนี้ พี่เชื่อว่าความสนุกของหนังเรื่องนี้ จะกลบข้อด้อยเล็กๆ น้อยๆ ของหนังไป และถึงแม้คนที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว อาจจะมีบางส่วนที่ไม่ชอบ แต่พี่เชื่อว่าเขาจะไม่รังเกียจหนังเรื่องนี้ เพราะอย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่สะท้อนอย่างชัดเจนจากภาพยนตร์นี้ คือ ความมุ่งมั่นตั้งใจของทีมงานทุกคน
อนาคตบนเส้นทางภาพยนตร์ล่ะ?
อยากทำหนังไปจนตาย พี่รักอาชีพนี้มาก รักมากกว่าคนที่ทำหนังมานานบางคนด้วยซ้ำ ทำไมพูดแบบนี้ เพราะพี่เชื่อว่าคนที่รักอาชีพนี้ต้องไม่ทำลาย ไม่ทำหนังที่ไม่ดี ไม่มีคุณภาพ เพราะเวลาคนดูหนังไทยแล้วไม่ดี เขาไม่ได้ด่าว่าหนังค่ายไหนเจาะจง แต่เขาด่าและว่าโดยรวมว่าหนังไทยทั้งหมดไม่ดี
จบบทสนทนาตรงนี้ คงต้องเป็นหน้าที่ของผู้ชมแล้วว่าจะสร้างปรากฏการณ์แห่งความประทับใจจากภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ตามที่ พี่ณภัทร หมายมั่นหรือไม่ เพราะแต่ละคนก็มีและมุมมองความรักที่ต่างกันไป เดินออกจากโรงภาพยนตร์ครั้งนี้ คุณอาจได้นิยามความรักที่ต่างกันออกไป จนเหมือนไปชมภาพยนตร์คนละเรื่องกับเพื่อนก็ได้
October Sonata รักนี้ที่รอคอย ก็เป็นหนังรักอีกเรื่องหนึ่งจาก เอ็นจีอาร์ ที่กำลังจ่อคิวจะเข้าโรงให้ผู้ชมพิสูจน์รักแท้ที่รอคอย กับรักแท้ที่อยู่ตรงหน้าในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ดูจากทีเซอร์หนังแล้วเดาได้ไม่ยากว่าพล็อตเรื่องคงหนีไม่พ้นเรื่องราวของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่มีความรักต่อกัน แต่ต้องประสบพบเจออุปสรรคบางอย่างที่ทำให้ไม่สมหวัง และต้องรอคอยกันไป แต่ใช่ว่าความรักจะเป็นเรื่องของคนสองคนเสมอไป เพราะถ้าเป็นแบบนั้น หนังเรื่องนี้คงจบลงอย่างง่ายดาย แต่เป็นเพราะความรักบางครั้งก็มีบุคคลที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ จนกลายเป็นปมให้ตัดสินใจว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป
สรุปง่ายๆ คือ ด้วยตัวพล็อตเรื่องของหนังในแวบแรกที่เห็นดูไม่โดดเด่น เป็นม้าชั้นดี แต่เพราะประโยคหนึ่งของผู้สร้างหนังสาวแกร่งอย่าง ณภัทร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ผู้อำนวยการสร้าง ที่เคยอวดผลงานทั้งจอเงินจอแก้วมานับไม่ถ้วน อาทิ มะหมา 4 ขาครับ คริตกะจ๋า ละครหน้าต่างบานแรก อยู่กับก๋ง ฯลฯ ถึงกับการันตีแทบทุกครั้งที่ออกสื่อว่า หนังเรื่องนี้จะสร้างปรากฏการณ์แห่งความประทับใจไปอีกนานแสนนาน
คำว่า “ปรากฏการณ์” นั้นฟังดูอาจเป็นคำสวยหรูคำหนึ่ง แต่ถ้ามองลึกลงไปที่ความหมายแล้วกลับเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยด้วยเหตุนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จึงไม่พลาดมาไขปริศนา “ปรากฏการณ์แห่งความประทับใจ” กับผู้อำนวยการสร้างมาดดุ แบบตัวต่อตัว
ทำไมถึงบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสร้าง “ปรากฏการณ์แห่งความประทับใจ”?
แน่นอน และขอย้ำว่านี่จะเป็นภาพยนตร์รักที่จะสร้างปรากฏการณ์แห่งความประทับใจไปอีกนานแสนนาน ที่มั่นใจ เพราะจะสังเกตว่าบ้านเราไม่มีหนังแนวพีเรียดร่วมสมัยมานานแล้ว ที่ผ่านมาดังๆ ก็มี เดอะเลทเตอร์ แฟนฉัน โหมโรง ที่ชูเรื่องของความรักที่ซาบซึ้ง ความทรงจำ และคุณค่าของวัฒนธรรมไทย เช่นเดียวกับ October Sonata รักนี้ที่รอคอย พี่ไม่ปฏิเสธว่าหนังเรื่องนี้มีกลิ่นอายของความเป็นพีเรียด แต่ไม่ใช่พีเรียดจ๋า ไม่ใช่หนังอาร์ตหรืออินดี้ ทุนต่ำ แต่มันคือหนังไทยดีๆเรื่องหนึ่งที่ได้มาตรฐาน ไม่ดูถูกคนดู เดินเรื่องด้วยบท ทำให้หนังสนุก มีความซับซ้อน ที่จะมาเฉลยตอนจบ รับรองว่าเดาไม่ถูก ผู้ชมต้องใจจดใจจ่อที่จะดู
ทำไมต้อง October Sonata รักนี้ที่รอคอย ทั้งที่หนังเข้าฉายเดือนธันวาคม?
เป็นคำถามที่ทุกคนถาม งั้นขอถามกลับว่าความรักมันจำกัดหรือว่าต้องเกิดเดือนไหน ต้องเกิดเดือนกุมภาพันธ์ เมษายน หรือว่าช่วงคริสตมาส ส่วนทำไมต้องเป็น October Sonata เพราะว่าเหตุการณ์สำคัญของหนังเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม และเป็นเดือนที่ รวี (โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ) สัญญาว่าจะมาพบกับแสงจันทร์ (ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ) ส่วนคำว่า Sonata หมายถึง ท่วงทำนองเพลงที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีน้อยชิ้น 1-2 ชิ้น พอเอามารวมกันก็เลยแปลว่า เรื่องราวของความรักที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ซึ่งเปรียบได้กับทำนองเพลงโดยเครื่องดนตรีน้อยชิ้น
อะไรทำให้เลือกเดือนตุลาคมในการดำเนินเรื่อง?
เพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนังย้อนไปยุคที่พระเอกขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ มิตรชัย บัญชา เสียชีวิต ซึ่งตรงกับวันที่ 8 ต.ค. 2513 สาเหตุที่เลือกเหตุการณ์นั้น เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่หลายคนอยากรู้นะเกี่ยวกับอุบัติเหตุในครั้งนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น ประกอบกับเรื่องราวในปีต่อๆ มา ในเดือนตุลาคมก็มีเหตุการณ์เตือนใจบางอย่างเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ต.ค. หรือ 6 ต.ค. เพื่อเอามาเป็นสีสันในหนัง แต่ถ้าใครคิดว่าจะได้เข้ามาดูสารคดีเรื่องหนึ่งต้องบอกว่าคิดผิด หรือหลายคนอาจจะคิดว่า ทำไมไม่ทำให้เป็นหนังอนาคตแล้วมองย้อนมาสู่ปัจจุบัน คำตอบง่ายมาก คือ ระยะเวลาเดินเรื่องของหนังเรื่องนี้กินเวลาเป็น 10 ปี ดังนั้นพี่ก็ต้องเล่าเรื่องไปถึงปี 2012 โลกแตกแล้วอะ(หัวเราะ) ที่สำคัญเราไม่รู้ว่าเทรนด์แฟชั่นในยุคนั้นมันไปถึงไหนแล้ว แฟชั่นอาจจะเปลี่ยนเป็นแบบใส่เสื้อกลับหน้ากลับหลังก็ได้ เราตามไม่ทัน แต่ถ้าเราทำหนังย้อนไปในยุค 13 ซึ่งเป็นช่วงที่บ้านเมืองกำลังรับอารยธรรมตะวันตก เป็นโมเดิร์นไนท์ เริ่มมีโรงแรม ไนท์คลับ บ้านเมืองมีความสุข เสื้อผ้าไม่หวือหวามาก เป็นแนวซิกตี้-เซเว่นตี้ มันน่าจะดีกว่า เราแต่งความสวยงามเข้าไปได้เต็มที่มันน่าจะดีกว่า
เห็นว่าบทเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นมานานแล้ว แต่ทำไมเพิ่งเอามาทำ?
บทหนังเรื่องนี้ คนในวงการรู้กันมานานแล้ว เพราะมันถูกเขียนมาเป็นสิบปีแล้ว และยังถูกปรับมาไม่รู้กี่ร่างต่อกี่ร่างโดย สมเกียรติ วิทุรานิช ผู้กำกับเรื่อง October Sonata กระทั่งมาถึงมือพี่ เพราะลูกยุจากเพื่อนๆในวงการที่เห็นว่ามันเหมาะกับพี่ แต่ตอนแรกพี่ไม่ได้สนใจเพราะมัวสนใจแต่เรื่องมะหมา จนกระทั่งต่อมาทนลูกยุจากเพื่อนๆไม่ไหว ก็เลยลองให้เอาบทมาดู ปรากฏว่าแค่อ่านเรื่องย่อสั้นๆ ไม่กี่หน้าก็ชอบแล้วอะ เลยเรียกให้เอาบทเต็มๆ มาให้ดู พอยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบ ก็เลยเริ่มคุยกับสมเกียรติ ฟอร์มทีมงาน หาโลเกชั่น กระทั่งตกลงกับว่าจะทำเป็นหนังแนวร่วมสมัย และออกมาเป็น October Sonata รักนี้ที่รอคอย ฉบับสมบูรณ์ แบบที่เห็น
October Sonata รักนี้ที่รอคอย เป็นหนังรักที่ทำให้ต้องร้องไห้หรือไม่?
แน่นอน หนังรักทำให้ผู้ชมร้องไห้ได้ โดยมีเหตุผล 2 ประการ คือร้องด้วยความปีติ สงสาร เห็นใจ หรือร้องด้วยความเศร้า แต่พี่คิดว่าหนังเรื่องนี้ผู้ชมอาจจะร้องไห้ แต่ไม่ถึงกับฟูมฟายนำ แต่ร้องด้วยความรู้สึกว่าเหมือนตัวเองเลย หรือสงสารนางเอก อยากตัดสินใจแทน หรืออาจจะเห็นใจที่นางเอกต้องเลือกระหว่างรักแท้ที่รอคอย กับรักแท้ที่อยู่ตรงหน้า
อย่างไรก็ตาม พี่ยังเชื่อเสมอว่า ความรักไม่เคยทำร้ายใคร แต่ใจเราต่างหากที่ทำร้ายตัวเอง เพราะถ้าคุณบอกว่าความรักไม่ดี แล้วทำไมทุกคนยังอยากมีรัก แต่ที่คนเราทุกข์กับความรัก เพราะเราไปคาดหวังมันเอง รักเขาก็คิดว่าเขาต้องรักตอบ
อยากบอกอะไรกับผู้ชมที่มาดูหนังเรื่องนี้ ?
หนังเรื่องนี้ จะทำให้คนที่มาดู ดูแล้วได้ความรู้สึกดีๆกลับไป ได้แง่คิดในการปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น เพราะพี่เชื่ออย่างหนึ่งว่า ในช่วงเวลาสั้นๆ ของชีวิตเรา ถ้าเราตัดสินใจอะไรลงไป มันอาจจะเปลี่ยนทั้งชีวิตของเราได้เลย ที่สำคัญเชื่อว่าคนดูดูแล้วจะได้คำตอบบางอย่างที่เคยถามตัวเองว่าทำไม ซึ่งแต่ละคนก็จะได้คำตอบไม่เหมือนกัน เพราะชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน
และพี่ก็เชื่อว่าหนังทุกเรื่องไม่มีเรื่องไหนสมบูรณ์แบบ 100% แต่สำหรับเรื่องนี้ พี่เชื่อว่าความสนุกของหนังเรื่องนี้ จะกลบข้อด้อยเล็กๆ น้อยๆ ของหนังไป และถึงแม้คนที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว อาจจะมีบางส่วนที่ไม่ชอบ แต่พี่เชื่อว่าเขาจะไม่รังเกียจหนังเรื่องนี้ เพราะอย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่สะท้อนอย่างชัดเจนจากภาพยนตร์นี้ คือ ความมุ่งมั่นตั้งใจของทีมงานทุกคน
อนาคตบนเส้นทางภาพยนตร์ล่ะ?
อยากทำหนังไปจนตาย พี่รักอาชีพนี้มาก รักมากกว่าคนที่ทำหนังมานานบางคนด้วยซ้ำ ทำไมพูดแบบนี้ เพราะพี่เชื่อว่าคนที่รักอาชีพนี้ต้องไม่ทำลาย ไม่ทำหนังที่ไม่ดี ไม่มีคุณภาพ เพราะเวลาคนดูหนังไทยแล้วไม่ดี เขาไม่ได้ด่าว่าหนังค่ายไหนเจาะจง แต่เขาด่าและว่าโดยรวมว่าหนังไทยทั้งหมดไม่ดี
จบบทสนทนาตรงนี้ คงต้องเป็นหน้าที่ของผู้ชมแล้วว่าจะสร้างปรากฏการณ์แห่งความประทับใจจากภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ตามที่ พี่ณภัทร หมายมั่นหรือไม่ เพราะแต่ละคนก็มีและมุมมองความรักที่ต่างกันไป เดินออกจากโรงภาพยนตร์ครั้งนี้ คุณอาจได้นิยามความรักที่ต่างกันออกไป จนเหมือนไปชมภาพยนตร์คนละเรื่องกับเพื่อนก็ได้
วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
'Gravity' คืนไมค์ร้องเพลงรักรับลมหนาว
เปิดตัวต้อนรับบรรยากาศกรุ่นลมหนาวไปแล้วสำหรับค่ายเพลงอิสระใหม่หัวใจอินดี้ SELF ที่ประกาศตัวว่าสร้างขึ้นมาจากกลุ่มคนที่ต้องการเห็นผลงานศิลปินที่เป็นในแบบฉบับศิลปินจริงๆ ไม่ได้ถูกบีบหรือปรุงแต่งเพื่อเอาใจความต้องการของตลาดเพลง แถมดึงวงมากฝีมือในอดีตอย่าง Gravity (กราวิตี้) วงที่เคยฝากฝีไม้ลายมือไว้ในอัลบั้ม Interlude 3 ในสังกัด Indy Café เมื่อ 7 ปีก่อน แล้วแยกตัวกันไปเป็นเบื้องหลังให้ศิลปินดังหลายๆคน มาเป็นศิลปินเบอร์แรก พร้อมส่งเพลง "ไม่รู้จะเริ่มยังไง" เพื่อต้อนรับการกลับมาบนถนนสายดนตรีอีกครั้ง โดย โจ๊ก สิรภพ เนตรสมบูรณ์ นักร้องนำ เผยถึงนิยามเพลงนี้ว่า " ไม่รู้จะเริ่มยังไง เป็นเพลงที่บอกว่าบางทีการที่เราโดดเดี่ยวมานาน มันก็มีความต้องการที่อยากจะมีความรักบ้าง เดินคนเดียว ทานข้าวคนเดียวมันก็เหงานะ (หัวเราะ) เลยเป็นอาการของคนโสดของทุกคนที่อยากมีรัก แต่บางทีเราไม่เคยมีความรักมาก่อน มันก็เลยออกอาการเริ่มต้นไม่ถูก ต้องทำยังไง เวลาอยากบอกคนคนนั้นว่าเราชอบเธอนะ มือไม้เราจะวางไว้ตรงไหนดี วางไว้ถูกต้องหรือเปล่า มันเป็นอาการที่น่ารักดีนะครับ หวังว่าเพลงนี้คงจะโดนใจคนที่กำลังอยากมีความรักนะครับ ซึ่งพวกเราตั้งใจทำออกมาเพื่อเป็นของขวัญต้อนรับลมหนาวครับ"
วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
คออินดี้เฮ! คอนเสิร์ตเมโลดี้ ออฟ ไลฟ์
โดยมีธีม "เดอะ มิสซิ่งพีซ" เทศกาลศิลปะและดนตรีเพื่อสันติภาพที่หายไป มีศิลปินสุดฮอตร่วมงานเพียบ 11-12 ก.ค.นี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์...
เด็กแนวหัวใจรักศิลปะและดนตรีเตรียมนัดรวมพลใน "สิงห์ พรีเซ็นต์ เมโลดี้ ออฟ ไลฟ์ ครั้งที่ 4" มหกรรมดนตรีกลางเมืองครั้งยิ่งใหญ่ โดย ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กับธีมเข้ายุคเข้าสถานการณ์ "เดอะ มิสซิ่งพีซ" เทศกาลศิลปะและดนตรีเพื่อสันติภาพที่หายไป จัดขึ้น 2 วัน 2 คืน ทั้งเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ ที่ลานเซ็นทรัลเวิลด์สแควร์โซนซี และดี และดนตรีอคูสติก ฟังสบายในโซนฟอรัมภายในศูนย์ฯ กับศิลปินสุดฮอตทั่วฟ้าเมืองไทยแบบไร้ค่ายไร้สังกัด อาทิ โมเดิร์นด็อก, กรู๊ฟไรเดอร์ส, ก้อย-โย่ง, โต๋-ศักดิ์สิทธิ์, สแตมป์, เสลอ, ฟรายเดย์, ลิปตา, ฟลัวร์, โมโมโทน, อีทีซี, สครับบ์และอีกเพียบที่ต่อคิวยาวเหยียดมามอบความสนุกเต็มที่ และยังมีพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดทางศิลปะที่จัดแสดงผลงานครีเอทๆ, บูธเปิดท้ายขายของจากศิลปิน แค่วันแถลงข่าวศิลปินก็ตบเท้าร่วมงานเพียบ แถมมีวง เดอะ บี-กินส์ และก้อย-โย่ง โชว์เรียกน้ำย่อยแทบรอดูของจริงไม่ไหว ห้ามพลาด! วันเสาร์ และอาทิตย์ที่ 11-12 ก.ค.นี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์.
เด็กแนวหัวใจรักศิลปะและดนตรีเตรียมนัดรวมพลใน "สิงห์ พรีเซ็นต์ เมโลดี้ ออฟ ไลฟ์ ครั้งที่ 4" มหกรรมดนตรีกลางเมืองครั้งยิ่งใหญ่ โดย ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กับธีมเข้ายุคเข้าสถานการณ์ "เดอะ มิสซิ่งพีซ" เทศกาลศิลปะและดนตรีเพื่อสันติภาพที่หายไป จัดขึ้น 2 วัน 2 คืน ทั้งเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ ที่ลานเซ็นทรัลเวิลด์สแควร์โซนซี และดี และดนตรีอคูสติก ฟังสบายในโซนฟอรัมภายในศูนย์ฯ กับศิลปินสุดฮอตทั่วฟ้าเมืองไทยแบบไร้ค่ายไร้สังกัด อาทิ โมเดิร์นด็อก, กรู๊ฟไรเดอร์ส, ก้อย-โย่ง, โต๋-ศักดิ์สิทธิ์, สแตมป์, เสลอ, ฟรายเดย์, ลิปตา, ฟลัวร์, โมโมโทน, อีทีซี, สครับบ์และอีกเพียบที่ต่อคิวยาวเหยียดมามอบความสนุกเต็มที่ และยังมีพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดทางศิลปะที่จัดแสดงผลงานครีเอทๆ, บูธเปิดท้ายขายของจากศิลปิน แค่วันแถลงข่าวศิลปินก็ตบเท้าร่วมงานเพียบ แถมมีวง เดอะ บี-กินส์ และก้อย-โย่ง โชว์เรียกน้ำย่อยแทบรอดูของจริงไม่ไหว ห้ามพลาด! วันเสาร์ และอาทิตย์ที่ 11-12 ก.ค.นี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์.
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)